วิชากฎหมายปกครอง อ.จิรนิติ ทะวานนท์ (ภาคปกติ) 29 มิย 61 สมัยที่71
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.5/2549**
https://www.lawsiam.com/?name=download&file=filedetail&max=4670
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1110/2512 ตามประกาศคณะกรรมการส่วนจังหวัดตามความในพระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร มาตรา 8 ท้ายฟ้อง โจทก์มิได้แสดงแจ้งชัดว่า ที่ห้ามสุกรมีชีวิตเข้าไปในเขตนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า การห้ามมิให้ขนย้ายสุกรมีชีวิตเข้าไปในท้องที่ตามประกาศนั้น ย่อมทำให้สุกรมีชีวิตในท้องที่นั้นมีปริมาณลดน้อยลงอันจะทำให้ราคาสูงขึ้น ประกาศดังกล่าวจึงมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร ไม่ชอบด้วยเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการไว้ จำเลยฝ่าฝืนจึงไม่มีความผิด เทียบตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 284/2498
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 8/2552
https://www.lawsiam.com/?name=download&file=filedetail&max=2212
คําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล 52/2560 หาไม่พบ*
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลที่ 2/2558 คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทยื่นฟ้องผู้บริหารมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ในสังกัด โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโททั้งที่ได้ศึกษาครบตามหลักสูตรและตามกำหนดเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ เนื่องจากจำเลยกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย เห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยที่โจทก์กล่าวอ้างจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อันจะเป็นการใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาดและเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัย อันเป็นเหตุให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ทำให้โจทก์ไม่ได้รับวุฒิการศึกษา กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยในการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลที่ 123/2560
https://www.lawsiam.com/?name=download&file=filedetail&max=4671
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลที่ 162/2560
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรุงเทพมหานครจําเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการเป็น “คนพิการ” ได้รับความเสียหายจากการที่จําเลยได้ทําสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับบริษัทเอกชนในการให้บริการขนส่งมวลชนโดยรถราง หรือ “บีทีเอส”โดยไม่มีการจัดทําลิฟท์และสิ่งอํานวยความสะดวกทั้ง ๒๓ สถานีหรือมีการจัดทําแต่ไม่แล้วเสร็จและไม่อาจใช้งานได้ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้จําเลยจัดทําลิฟท์อุปกรณ์และสิ่งอํานวยความสะดวกที่สถานีทั้ง ๒๓ สถานีให้เสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่มีคําพิพากษาจึงเป็นการจงใจละเมิดและขัดขวางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการขอให้ชดใช้ค่าเสียหายคําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๖๒/๒๕๖๐แก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม เห็นว่า มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการพ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติ “ให้หน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องใด มีหน้าท่ีให้การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามอํานาจหน้าที่นั้น” และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า“การกําหนดนโยบายกฎ ระเบียบ มาตรการ โครงการหรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐองค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการจะกระทํามิได้” จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกําหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและคุ้มครองคนพิการเพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุสภาพทางกายหรือสุขภาพ รวมทั้งให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือจากรัฐเมื่อตามคําฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าการดําเนินโครงการให้บริการขนส่งมวลชนโดยรถรางหรือ “บีทีเอส” ซึ่งเป็นการจัดระบบการบริการสาธารณะในอํานาจหน้าที่ของจําเลยตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และมาตรา ๑๖ , ๑๗ ประกอบมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และการที่จําเลยไม่เร่งรัดให้มีการดําเนินการตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๕๐/๒๕๕๗ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการได้รับความยากลําบากในการดําเนินชีวิตขาดประโยชน์ในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ อันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการ โดยมีคําขอให้จําเลยชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทําละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการจัดทําระบบบริการสาธารณะซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า เกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
|