ข้าราชการตุลาการนั้น มี ๕ ชั้น ชั้นที่ ๑ คือ ผู้พิพากษาประจำศาล ชั้นที่ ๒ ถึง ชั้นที่ ๔ คือ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไปจนถึง ตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และชั้นที่ ๕ คือ ประธานศาลฎีกา
การมาเป็นผู้พิพากษาจะต้องเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อน ส่วนหลักเกณฑ์ การเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษานั้นมีอยู่ ๓ วิธี คือ
วิธีที่หนึ่ง การสอบคัดเลือก (สนามใหญ่) วิธีที่สองการทดสอบความรู้ (สนามเล็กและสนามจิ๋ว) และวิธีสุดท้าย การคัดเลือก พิเศษ ทั้ง ๓ วิธี ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการศาลยุติธรรมฯ มาตรา ๒๖ ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) ผู้สมัครสอบคัดเลือกหรือผู้สมัครทดสอบความรู้ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วย ความบริสุทธิ์ใจ
(๔) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๕) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๖) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(๗) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น
(๘) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๙) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๑๐) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือ จิตฟันเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ หรือเป็นโรคที่ระบุไวในระเบียบของ ก.ต. และ
(๑๑) เป็นผู้ที่ผ่านการตรวจร่างกายและจิตใจโดยคณะกรรมการแพทย์จำนวน ไม่น้อยกว่าสามคนซึ่ง ก.ต. กำหนด และ ก.ต. ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการแพทย์แล้วเห็นสมควรรับสมัครได้
หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก ผู้สมัคร ทดสอบความรู้ หรือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ส่วนคุณวุฒิและประสบการณ์วิชาชีพกฎหมายของผู้สมัครสอบทั้ง ๓ กรณีมีรายละเอียดดังนี้
มาตรา ๒๗ ผู้สมัครสอบคัดเลือกตามมาตรา ๒๖ ต้องมีคุณวุฒิและได้ ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนิติศาสตรบัณฑิต หรือสอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทาง กฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.ต. เทียบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
(๒) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และ
(๓) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นจ่าศาล รองจ่าศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือพนักงานคุมประพฤติของศาลยุติธรรม พนักงานอัยการ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ ทนายความ หรือประกอบวิชาชีพอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับ กฎหมายตามที่ ก.ต. กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี ทั้งนี้ ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้นๆ ด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครสอบคัดเลือกให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๗ ผู้สมัครทดสอบความรู้ตามมาตรา ๒๖ ต้องมีคุณวุฒิและได้ ประกอบวิชาชีพดังต่อไปนี้
(๑) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและ
(๒) มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(ก) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.ต. เทียบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือสอบไล่ได้ ปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ซึ่ง ก.ต. รับรอง
(ข) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ โดยมีหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปีหรือหลายหลักสูตรรวมกันไม่น้อยกว่าสองปี ซึ่ง ก.ต. เทียบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบไว้ในมาตรา ๒๗ (๓) เป็น เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(ค) สอบไล่ได้ปริญญาโททางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ซึ่ง ก.ต.รับรอง และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๓) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า หนึ่งปี
(ง) เป็นนิติศาสตรบัณฑิตชั้นเกียรตินิยมและได้ประกอบวิชาชีพเป็นอาจารย์ ในคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
(จ) เป็นนิติศาสตรบัณฑิตและเป็นข้าราชการศาลยุติธรรมที่ได้ประกอบวิชาชีพ ทางกฎหมายในตำแหน่งตามที่ ก.ต. กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกปี และเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรมรับรองว่ามีความชื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถดีและมีความประพฤติดีเป็นที่ไว้วางใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการตุลาการได้
(ฉ) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกในสาขาวิชาที่ ก.ต. กำหนด และ เป็นนิติศาสตรบัณฑิต และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ (๓) หรือได้ประกอบวิชาชีพตามที่ ก.ต. กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี หรือ
(ช) สอบไล่ได้ปริญญาตรีหรือที่ ก.ต. เทียบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีในสาขาวิชาที่ ก.ต. กำหนด และได้ประกอบวิชาชีพตามที่ ก.ต. กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพนั้นและเป็นนิติศาลตรบัณฑิต
ให้ ก.ต. มีอำนาจออกระเบียบกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพตาม (๒) (จ) (ฉ) และ (ช) ด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครทดสอบความรู้ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๙ ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกพิเศษตามมาตรา ๒๖ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(ก) เป็นหรือเคยเป็นศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ
(ข) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
(ค) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญหรือข้าราชการประเภทอื่นใน ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้น ไป
(ง) เป็นหรือเคยเป็นทนายความมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี
(๒) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(๓) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ดีเด่นในสาขาวิชากฎหมาย ตามที่ ก.ต. กำหนด และ
(๕) เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีบุคลิกภาพ มีความประพฤติ และทัศนคติที่ เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการตุลาการ
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกพิเศษให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สำหรับวิธีการสอบคัดเลือก คือ สนามใหญ่ ส่วนวิธีการทดสอบความรู้ คือ สนามเล็กและสนามจิ๋ว
โดยสนามจิ๋วต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๘ (๒) (ก) หรือ (ข) เช่น จบจากต่างประเทศ ส่วนการสอบสนามใหญ่มีหลักเกณฑ์ วิธีการสมัครสอบคัดเลือก และวิชาที่ต้องสอบเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการสมัครและการสอบคัดเลือก เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๔๕ เช่น
ในข้อ ๖ ระบุว่า การสอบคัดเลือกของผู้สมัครให้มีทั้งการสอบข้อเขียนและการสอบปากเปล่า วิชาที่สอบคัดเลือก คือ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาษาอังกฤษ และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว หรือกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายภาษีอากร หรือกฎหมายแรงงาน หรือกฎหมายล้มละลาย หรือกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
ส่วนข้อ ๗ ระบุว่า การสอบข้อเขียนมี ๓ วัน แต่ละวันก็จะระบุรายวิชาไว้ว่ามีกี่ข้อ ใช้เวลาทำข้อสอบ เท่าใด และมีคะแนนเท่าใด ซึ่งเมื่อรวมทั้ง ๓ วันจะมีคะแนนเต็ม ๒๘๐ คะแนน และในข้อ ๑๐ ระบุว่า ผู้สอบต้องได้คะแนนสอบข้อเขียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของคะแนนสอบข้อเขียนทั้งหมด (ก็คือ ๑๔๐ คะแนน) จึงจะมีสิทธิเข้าสอบปากเปล่า และต้องได้คะแนน สอบปากเปล่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของคะแนนสอบปากเปล่า จึงจะเป็นผู้ผ่านการสอบปากเปล่า เมื่อนำคะแนนสอบข้อเขียนกับคะแนนสอบปากเปล่ารวมกันต้องไดไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๖๐ ของคะแนนทั้งหมดจึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา รวมทั้งมีหลักเกณฑ์การตรวจและการให้ คะแนนระบุไว้ท้ายระเบียบดังกล่าวด้วย เป็นต้น
ส่วนหลักเกณฑ์วิธีการสมัครสอบและวิชาที่ต้องสอบในการทดสอบความรู้ และการคัดเลือกพิเศษจะเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วย การสมัครและการทดสอบความรู้ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วย ผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๔๕ และระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการสมัครและการคัดเลือกพิเศษ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๕๔๕ ตามลำดับ
การเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษานั้น ข้อสอบจะมีมาตรฐานค่อนข้างยาก และมีวิธีการตรวจข้อสอบที่รัดกุม โดยต้องมีการถอดรหัสสมุดคำตอบเพื่อไม่ให้ผู้ตรวจทราบว่าสมุดเล่มดังกล่าวเป็นของใครจนกระทั่งตรวจและรวมคะแนนเสร็จแล้วจึงค่อยถอดรหัสกลับ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้ในการสอบเป็นเนติบัณฑิต แม้แต่กรรมการผู้ออกข้อสอบ หากมีลูกหลานหรือผู้ใกล้ชิดเข้าสอบก็ต้องถอนตัวออกไปตามมารยาท ผู้พิพากษาถือเรื่องความสุจริตเป็นหลัก
เมื่อประกาศผลสอบแล้วผู้ที่สอบได้คะแนนสูงก็จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ตุลาการในลำดับอาวุโสก่อนคนที่ได้คะแนนต่ำกว่าไล่เรียงอาวุโสตามลำดับคะแนนไป หากได้คะแนนเท่ากัน ก็ต้องมีการจับสลาก ลำดับอาวุโสเหล่านี้หากไม่มีการทำผิดวินัยหรือถูกลงโทษหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสมก็จะติดตัวไปจนเกษียณอายุราชการโดยไม่มีการข้ามอาวุโส เรียกได้ว่าพอสอบได้และรู้คะแนนแล้วก็รู้ได้เลยว่าในอนาคตใครจะเป็นประธานศาลฎีกาในรุ่นนั้น โดยดูจากคนที่อายุน้อยสุดและมีลำดับอาวุโสที่สูงสุดในรุ่น และลำดับอาวุโสดังกล่าวจะใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๐ ด้วย
การอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษานั้น ต้องอบรมเป็นเวลา ๑ ปี โดยจะมีคณะกรรมการคอยประเมินผลอยู่หลายฝ่าย และต้องไปปฏิบัติงานตามศาลต่างๆ โดยมีผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงเป็นติวเตอร์คอยอบรมดูแลและให้คะแนน เมื่อผ่านหลักเกณฑ์ต่างๆ จนครบ แล้วก็จะได้เป็นผู้พิพากษาประจำศาลและผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามลำดับ จากนั้นก็จะออกไปรับราชการในศาลต่างจังหวัดโดยทาบบัญชีลำดับศาลไปตามลำดับอาวุโส ลำดับ ท้ายๆ ก็จะเป็นศาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตามการลงไปเป็นผู้พิพากษา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะทำให้ได้สิทธิพิเศษอยู่บางประการ เช่น สิทธิพิเศษในการโยกย้าย เป็นต้น
อ้างอิง : หนังสือรวมคำบรรยาย 2/67 วิชา ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (อ.ศิริชัย สวัสดิ์มงคล) เล่มที่4
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 36317 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|