บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 11 ภาค 1 สมัย 67
คำถาม ผู้กระทำความผิดเข้าใจว่าผู้ถูกกระทำมีอายุความกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีจึงได้พรากไปเสียจากบิดามารดาและได้กระทำชำเราโดยผู้ถูกกระทำยินยอมจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือพรากผู้เยาว์หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2555 รูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่1 ย่อมมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา277 และมาตรา 317 วรรคสามการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดเป็นการขาดเจตนากระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 317วรรคสาม และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ.มาตรา 276 (เดิม)เช่นกัน ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารจำเลยกระทำโดยเข้าใจผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีจำเลยกระทำไปโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามป.อ. มาตรา 31117 วรรคสามรวมการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตาม ป.อ.มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
คำถาม สามีไปยักยอกเงินผู้อื่นแล้วนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัวจัดการบ้านเรือนจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวจะถือว่าหนี้ที่ยักยอกดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยาหรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17261/2555 หนี้ร่วมของสามีภริยาตามป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ถึง (4)ต้องเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาที่กระทำขึ้นร่วมกันเท่านั้นไม่รวมถึงหนี้ที่เกิดจากการทำละเมิดหรือการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเก็บเงินจากสมาชิกผู้กู้เป็นรายเดือนแล้วนำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ไม่ครบถ้วนตามฟ้องอันมีลักษณะเป็นการยักยอกซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืนจากทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายโดยตรงการที่ผู้ตายนำเงินที่ยักยอกมาไปใช้จ่ายในครอบครัว จัดการบ้านเรือนจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดูและรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา1490 (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวในฐานะเป็นหนี้ร่วมได้
คำถาม มีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเมื่อผลของการร่วมกันทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหากตัวการที่ร่วมทำร้ายผู้อื่นมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้นจะต้องรับผิดในผลนั้นด้วยหรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1159/2555 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสตามป.อ. มาตรา 297 เป็นกรณีที่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา295 ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำโดยผู้ที่กระทำไม่จำต้องมีเจตนาต่อผลที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตัวการที่ร่วมทำร้ายผู้อื่นแม้จะไม่มีเจตนาให้ผู้นั้นได้รับอันตรายสาหัสหรือมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำให้เกิดผลขึ้นก็ต้องรับผิดในผลนั้นด้วย
จำเลยทั้งสองมากับ ว. และหลบหนีไปพร้อมกันกับว. แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกับ ว.เมื่อผลของการร่วมกันทำร้ายของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสจำเลยทั้งสองก็ต้องรับโทษหนักขึ้นจากผลของการร่วมกันทำร้ายที่ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2ได้รับอันตรายสาหัสนั้นด้วย
คำถาม ทำสัญญาเป็นผู้กู้แทนผู้กู้เดิมจะอ้างว่าไม่เคยกู้เงินหรือรับเงินไปตามหนังสือสัญญากู้เงินจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินได้หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2555 เดิมจำเลยที่2 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งจนมีการทำสัญญากู้กันต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2 คิดยอดหนี้ค้างชำระแล้วจำเลยที่ 1ทำหนังสือสัญญากู้เงินแทนโดยจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 1 แม้โจทก์เคยนำสัญญากู้เงินฉบับเดิมฟ้องจำเลยที่ 2แต่โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้วเมื่อจำเลยทั้งสองตกลงแปลงหนี้ใหม่เท่ากับจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้กู้เดิมเข้ามาเป็นผู้กู้แทนจำเลยที่2 ซึ่งเป็นผู้กู้เดิม จึงถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินและได้รับเงินไปตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้นแล้วหนี้ใหม่จึงสมบูรณ์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ (จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน) แม้จำเลยที่ 1 จะไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าก่อนแจ้งมีชายไทยสองคนมาที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่1 ออกไปที่จอดรถและใช้มือตบหน้าจำเลยที่ 1 หนึ่งทีบอกว่า “เป็นหนี้ให้นำเงินมาใช้ด้วย” จำเลยที่ 1 เชื่อว่าสาเหตุมาจากการกู้เงินของจำเลยที่2 และเกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่จำเลยที่ 1 ก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวขณะเขียนจำเลยที่ 1 รู้ถึงผลที่ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวและไม่มีผู้ใดมาข่มขู่จึงบ่งชี้ชัดว่าภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ร้ายแรง ถึงขนาดที่จะจูงใจให้จำเลยที่ 1ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวให้ทำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงไม่มีผลทำให้หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 164วรรคสอง
คำถาม ธนบัตรของกลางถ่ายสำเนามาจากธนบัตรที่แท้จริงด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องสแกนและเครื่องพริ้นเตอร์ กระดาษที่ใช้เป็นชนิดกระดาษ A4 แต่สีสันความคมชัดและกระดาษ มีความแตกต่างจากธนบัตรของจริงไปบ้างจะเป็นความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2555 การทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราไม่ว่าจะเป็นการปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์หรือธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หากสิ่งที่ทำขึ้นมีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้พอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราก็ถือได้ว่าเป็นการทำปลอมขึ้นโดยไม่จำต้องถึงกับต้องพิจารณาดูหรือจับต้องเสียก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นของปลอมสำหรับธนบัตรปลอมของกลางเห็นได้ชัดว่าทำขึ้น โดยมีรูปร่างลักษณะ ขนาด สีสันลวดลายและตัวอักษรบนธนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับละ 1000 บาท ที่แท้จริงทุกประการ แม้สีสันความคมชัดและกระดาษแตกต่างจากของจริงไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะในการทำปลอมตามปกติย่อมต้องมีความแตกต่างจากของจริงไม่มากก็น้อยจะให้เหมือนของจริงไปเสียทุกอย่างย่อมไม่ได้และวัสดุที่ใช้ย่อมต้องด้อยคุณภาพกว่าของจริงหากแต่รูปลักษณะภายนอกก็เพียงพอต่อการลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราแล้วจึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่อให้เป็นธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้หาใช่มีเจตนาเพียงทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา อันเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 249 วรรคแรก เท่านั้นไม่ จำเลยจึงมีความผิดตามป.อ. มาตรา 240 (ดูเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2828/2551ซึ่งเป็นการถ่ายสำเนาธนบัตรของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสำเนาเป็นสีขาวไม่ผิดป.อ. มาตรา 249)
คำถาม หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันโดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14488/2555 ตามป.พ.พ. มาตรา 1055(5) ประกอบมาตรา 1080ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อห้างหุ้นส่วนผู้จัดการตายหรือล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่กรณีของจำเลยเพียงแต่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลยังไม่มีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งขั้นตอนในการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ล้มละลายนั้นเป็นขั้นตอนคนละส่วนกับการสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 61ส่วนการที่ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 62บัญญัติว่าการล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นหมายความเพียงเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลายแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับฐานะบุคคล ดังที่บัญญัติในเรื่องการเลิกห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายไม่ใช่เพียงถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลำพังเพียงแต่จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ทำให้ห้างจำเลยที่ 1 ต้องเลิกตามกฎหมาย ทั้งยังปรากฏว่าภายหลังศาลก็ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยที่2 ล้มละลาย เพราะจำเลยที่ 2 สามารถประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษาว่าห้างจำเลยที่ 1 ยังไม่เลิกกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1จึงชอบด้วยกฎหมาย
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 4427 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|