กลับไปยังหน้า ดาวน์โหลด ข้อมูลกฎหมาย (แบ่งปันข้อมูล ฟรี*) >> สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)



ชื่อข้อมูล : บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 12 ภาค 1 สมัย 67
หมวด : สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)
สิทธิใช้งาน : (ดาวน์โหลดได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
 
 


รายละเอียด

บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 12  ภาค 1 สมัย 67

 

คำถาม   ทำสัญญาจำนองไว้ก่อนที่จะมีมูลหนี้ประธาน สัญญาจำนองสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่? หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองระบุปี พ.ศ. ที่ทำสัญญาจำนองผิดพลาด การบอกกล่าวบังคับจำนองชอบหรือไม่?


คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 5929/2555 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 707 ว่าด้วยจำนอง บัญญัติให้นำมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันมาบังคับใช้ในการจำนองโดยอนุโลม ซึ่งตามมาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า “หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้” ดังนั้น การจำนองเพื่อประกันหนี้ในอนาคตจึงสามารถกระทำได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาจำนองไว้ก่อนที่จะเกิดมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นมูลหนี้ประธาน สัญญาจำนองก็ย่อมมีผลสมบูรณ์
            หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองระบุวันที่และเดือนตามสัญญาจำนองถูกต้องทุกฉบับ เพียงแต่ระบุปี พ.ศ. ผิดพลาดจาก “2538” เป็น “2539” โดยรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จดทะเบียนจำนอง วงเงินที่จำนองเป็นประกัน รวมถึงชื่อลูกหนี้ชั้นต้นตรงกันทุกสิ่งเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก็ย่อมเข้าใจได้ว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองในคดีนี้ ข้อผิดพลาดในการพิมพ์ปี พ.ศ. ผิดพลาดจึงเป็นเพียงรายละเอียด หามีผลทำให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบแต่อย่างใดไม่
 
 
 
คำถาม ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในตั๋ว จะระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินว่า กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนได้หรือไม่?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 5258/2555 ข้อเท็จจริงเป็นยุติรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 733,649,504.22 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และร้อยละ 11 ต่อปี ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินว่า กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 2 จ่ายดอกเบี้ยสำหรับเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน 2541 รวมมาในคราวเดียวกันให้แก่โจทก์โดยไม่จ่ายเป็นรายเดือนตามที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ทวงถามแล้ว
คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ทรง มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อจำเลยที่ 2 ผิดนัด โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากดอกเบี้ยดังกล่าว จากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับอาวัลนั้น
            เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจึงผูกพันเป็นอย่างเดียวกับผู้รับรองตั๋วแลกเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 986 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับอาวัลของจำเลยที่ 1 จึงผูกพันรับผิดอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 อันเป็นบุคคลซึ่งตนประกันตามมาตรา 940 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 985 วรรคหนึ่ง แต่ความรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีเพียงใดต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติในลักษณะ 21 เรื่องตั๋วเงินแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 985 วรรคหนึ่ง ว่าให้นำบทบัญญัติเรื่องตั๋วแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยคือมาตรา 911, 922, 967 ถึง 971 เป็นต้น ตามมาตรา 911 บัญญัติว่า ผู้สั่งจ่ายซึ่งหมายถึงผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะกำหนดลงไว้ว่าจำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ การที่จำเลยที่ 1 กำหนดระบุให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันถึงกำหนดชำระ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามความในบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 1 ระบุให้มีการจ่ายดอกเบี้ย “รายเดือน” จะทำให้มีผลผูกพันชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแก่โจทก์หรือไม่นั้น ได้ความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงินอันมีลักษณะเป็นตราสารเปลี่ยนมือดังปรากฏตามมาตรา 917 ที่กำหนดให้ตั๋วเงินทุกฉบับย่อมโอนกันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ การสลักหลังต่อไปย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ตั๋วเงินนั้น ตามมาตรา 920 วรรคหนึ่ง สิทธิตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้รับโอนโดยชอบจะได้รับไปมีเพียงใด ได้มีบทบัญญัติมาตรา 968 กำหนดว่าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้นก็ได้ คือ (1) จำนวนเงินในตั๋วเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้กับทั้งดอกเบี้ยด้วย หากว่ามีข้อความกำหนดไว้ให้คิดดอกเบี้ย... ด้วยเหตุนี้ การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับกำหนดให้คิดดอกเบี้ยก่อนวันถึงกำหนดใช้เงินตามความในมาตรา 911 จำนวนดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่จะต้องรวมเป็นยอดเงินที่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและผู้รับอาวัลต้องผูกพันรับผิดเมื่อมีการไล่เบี้ย และเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ผู้ทรงย่อมมีสิทธิสลักหลังโอนต่อไปได้ จึงต้องเป็นการโอนไปทั้งจำนวนเต็มของยอดเงินที่กำหนดไว้ในตั๋วเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตามผลของมาตรา 911 ดังกล่าว กรณีไม่อาจกำหนดให้มีการจ่ายดอกเบี้ยออกไปจากตั๋วสัญญาใช้เงินก่อนได้ เพราะจะทำให้ความรับผิดในตัวสัญญาใช้เงินลดลงไม่ต้องด้วยมาตรา 968 (1) การระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 ให้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจึงเป็นการกำหนดข้อความอื่นใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 21 ดังกล่าว ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ตามมาตรา 899 ดังนั้น ข้อความที่เขียนให้มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็น “รายเดือน” จึงถือเสมือนว่าไม่มีการเขียนลงไว้ในตั๋วเงิน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ที่เป็นเพียงผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องได้
 
 
 
คำถาม  ผู้สั่งจ่ายเขียนข้อความด้านหลังเช็คว่า เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ทรงตกลงด้วย ข้อความดังกล่าวมีผลแก่ตั๋วเงินหรือไม่?

 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 4206/2554 ข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า “เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้” ปรากฎว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฎว่าโจทก์ตกลงด้วย  ทั้งเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดใน ป.พ.พ. ลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตั๋วเงิน การเขียนข้อความเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใดๆ แก่ตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 899 การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้ง ย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์จึงไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองจะใช้หนี้โจทก์ด้วยวิธีใดอีก และจะใช้หนี้ให้เสร็จเมื่อใด ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้จึงฟังไม่ขึ้น
 
 
 
คำถาม  ผู้รับจำนองฟ้องผู้จำนองให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว ต่อมาไปตกลงประนีประนอมยอมความกันนอกคดีให้ผู้จำนองจดทะเบียนโอนทรัพย์จำนองให้แก่ผู้รับจำนอง ส่วนคดียังคงปล่อยให้ศาลดำเนินคดีต่อไป ดังนี้ จะถือพิรุธในการจดทะเบียนโอนในการที่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนหรือไม่หรือการจดทะเบียนโอนทรัพย์จำนองมีผลบังคับหรือไม่?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 11635/2554 ป.พ.พ.มาตรา 1300 กำหนดแต่เพียงให้สิทธิบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน เรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่จะทำให้ตนต้องเสียเปรียบ โดยไม่คำนึงว่าบุคคลผู้ทำการโอนนั้นจะทราบถึงสิทธิของบุคลคลผู้ขอให้เพิกถอนหรือไม่ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ ย่อมเกิดสิทธิแก่โจทก์เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนบุคคลอื่นทันที บุคคลอื่นจะทำให้เสียสิทธิหาได้ไม่ เว้นแต่เป็นการโอนอันมีค่าตอบแทนและผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตจึงเพิกถอนไม่ได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้โอนจะกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะทราบคำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญในการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2
            จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทธนาคาร ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 ปล่อยสินเชื่อให้จำเลยที่ 1 ดำเนินโครงการสร้างอาคารชุดและทาวน์เฮาส์ รวมทั้งที่ดินและขายให้แก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีกว่าจะต้องมีบุคคลที่สนใจเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ย่อมกระทำได้โดยการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้กระทำการดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว กัลป์เจรจาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนอกคดีและให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 24 ห้อง รวมทั้งห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนคดียังคงปล่อยให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 2 จะนำทรัพย์ที่จำนองหลุดเป็นของตนเองจะต้องเข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 729 กล่าวคือ จะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี จำเลยที่ 1 มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นท่วมจำนวนเงินอันค้างชำระ ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 มิได้แจ้งแก่ศาลในคดีที่ฟ้องร้องกันถึงเงื่อนไขดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ตกลงเจรจากับจำเลยที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดรวมทั้งห้องชุดพิพาทซึ่งติดภาระจำนองอยู่กับจำเลยที่ 2 อันเป็นการบังคับจำนองโดยวิธีที่จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ

            



-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1655 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords เน้นเก็ง ทุกสนาม โดยทีมงาน
รวบรวมจากอาจารย์ผู้สอน ฯลฯ รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).
.........................

 

ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 2 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน


  
  




บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 12 ภาค 1 สมัย 67 | ดาวน์โหลดข้อมูลกฎหมาย ฏีกา 5ดาว เตรียมสอบ เนติ อัยการ ผู้พิพากษา อัพเดท ที่ LawSiam.com



คำแนะนำ
1. รองรับการใช้งานหลัก ผ่านคอมพิวเตอร์ (Brower : IE, Chorme, FireFox, Opera) , ระบบ แอนดรอย
2. สำหรับ Iphone/Ipad (safari ที่ติดมานั้น ไม่สามารถดาวโหลดไฟล์ ต้องใช้ App อื่นๆช่วยในการโหลด เช่น video player ,atomic web browser เป็นต้น) อ่านรายละเอียดคลิก!
3. คำแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหา Internet Explorer (IE) ของท่านแสดงผลเว็บไซต์ผลไม่สมบูรณ์ คลิกที่นี่
4. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
5. หากประสงค์ใช้งาน หรือแนะนำ/พบปัญหา ติดต่อทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา ได้ ทาง Email ที่ [email protected] (24ชั่วโมง)
(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569)