กลับไปยังหน้า ดาวน์โหลด ข้อมูลกฎหมาย (แบ่งปันข้อมูล ฟรี*) >> สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)



ชื่อข้อมูล : บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 13 ภาค 1 สมัย 67
หมวด : สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)
สิทธิใช้งาน : (ดาวน์โหลดได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
 
 


รายละเอียด

บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 13 ภาค 1 สมัย 67

 

คำถาม  กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรถ้าศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาญาจักรอีก หากเป็นการกระทำต่างกัน คนละข้อหากันกับความผิดในราชอาณาจักร ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่?


คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 5053/2555 จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 เห็นว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นการจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากัน และการกระทำต่างกัน การห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกันคือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้ย่อมลงโทษจำเลยได้
 
 
 
คำถาม  ร่วมกันรุมทำร้ายผู้อื่นเพื่อข่มขู่มิให้ยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางาน จะเป็นความผิดฐานใดบ้าง?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 5053/2555 จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายเพื่อข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายยื่นซองสอบราคาจ้างเหมางานที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายต่างบิดาของจำเลยที่ 2 ขอไม่ให้ผู้เสียหายยื่น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ,309 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83
            แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นซองสอบราคา แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมใช้กำลังประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาตามประกาศสอบราคาจ้างเหมาจนผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่โรงพยาบาลและไม่กล้ายื่นซองสอบราคาภายในกำหนด การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ซึ่งไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทำผิดจะต้องเป็นผู้เสนอราคาด้วย
 
 
คำถาม  การหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหรือไม่? หนี้ที่มีข้อโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ย จะหักกลบลบหนี้เฉพาะหนี้ส่วนที่ไม่มีข้อโต้แย้งนั้นได้หรือไม่?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 5970/2555 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมในการหักกลบลบหนี้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่
            เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติ การหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในข้อใดเลยว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เมื่อหนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือ เป็นหนี้เงินและต่างถึงกำหนดที่จะชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ให้ความยินยอม ที่โจทก์อ้างว่า หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่นั้น หนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่อันไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 นั้น หมายถึง หนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลต่อความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด แต่จากคำให้การของโจทก์ในคดีของศาลแพ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และ ส. ชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 71,243,224.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,788,981.59 บาท โจทก์ให้การรับว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,230,760.80 บาท โดยโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวแสดงว่า ในยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ 670,805.64 บาท เป็นหนี้ส่วนที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แล้ว จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามจำนวนนั้นได้
 
 
 
คำถาม  ลูกหนี้ได้จำนองที่ดินของตนไว้เป็นประกันการชำระหนี้โดยมีผู้ค้ำประกันหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้ได้หักเงินในบัญชีของผู้ค้ำประกันชำระหนี้บางส่วนของลูกหนี้ตามข้อตกลง ต่อมาลูกหนี้ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่เจ้าหนี้จนครบถ้วนแล้ว ผู้รับจำนองจึงจดทะเบียนปลดจำนองให้ จะเป็นการละเมิดต่อผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หรือไม่ และเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้หรือไม่?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

            คำพิพากษาฎีกาที่ 9544/2555 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของ อ. กับ ว. และบริษัท ร. ต่อจำเลย โดยตกลงยอมรับผิดลูกหนี้ร่วมกับ อ. ว. และบริษัท ร. โดยโจทก์ได้มอบบัญชีเงินฝากประจำและทำหนังสือยินยอมให้หักชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์และชำระหนี้ได้ตามหนังสือยินยอมของโจทก์ เมื่อ อ. กับ ว . ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ถือว่าหนี้ของ อ. กับ ว. ระงับไปเพราะการชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 314 สัญญาจำนองที่ดินของ อ. กับ ว.  ที่ให้ไว้เป็นประกันในการชำระหนี้แก่จำเลยย่อมระงับตามมาตรา 744 (1) จำเลยในฐานะผู้รับจำนองจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงเหนี่ยวถือสิทธิใดๆในสัญญาจำนองและทรัพย์สินที่จำนองได้อีกและต้องคืนซับซึ่งเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่เจ้าของทรัพย์ กรณีมิใช่เป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงในสิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 697 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้กระทำให้สิทธิ บุริมสิทธิ หรือจำนองที่มีเพื่อประโยชน์ในการได้รับชำระหนี้ลดน้อยลง อันเป็นการกระทำก่อนการได้รับชำระนี้จนครบการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์
 
 
 
คำถาม ในขณะที่จดทะเบียนสมรส ชายมีคู่สมรสอยู่แล้ว ต่อมาฝ่ายหญิงไปจดทะเบียนสมรสกับชายอีกคนหนึ่งอีก แล้วจากนั้นจึงไปจดทะเบียนหย่ากับชายคนแรก ดังนี้ การสมรสกับชายคนหลังมีผลสมบูรณ์หรือไม่?
 

คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
            คำพิพากษาฎีกาที่ 6331-6332/2556 ขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกันกับ จ. (ปี 2526) จ. มีคู่สมรสหญิงอื่นอยู่แล้ว การสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 ซึ่งความเป็นโมฆะของการสมรสย่อมมีผลไปถึงวันที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ จ. หาใช่มีผลนับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนหย่ากับ จ. ในปี 2532 ไม่ ฉะนั้นขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย (ปี 2529) ถือไม่ได้ว่าโจทก์ยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย (ปี 2529) ถือไม่ได้ว่าโจทก์ยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงไม่ฝ่าฝืนต่อมาตรา 1452 ย่อมมีผลสมบูรณ์ และโจทก์มีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อจำเลยจดทะเบียน สมรสกับผู้ตายในปี 2533 โดยโจทก์กับผู้ตายยังเป็นคู่สมรสกันอยู่ การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงฝ่าฝืนต่อมาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495



-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2478 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords เน้นเก็ง ทุกสนาม โดยทีมงาน
รวบรวมจากอาจารย์ผู้สอน ฯลฯ รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).
.........................

 

ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 2 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน


  
  




บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 13 ภาค 1 สมัย 67 | ดาวน์โหลดข้อมูลกฎหมาย ฏีกา 5ดาว เตรียมสอบ เนติ อัยการ ผู้พิพากษา อัพเดท ที่ LawSiam.com



คำแนะนำ
1. รองรับการใช้งานหลัก ผ่านคอมพิวเตอร์ (Brower : IE, Chorme, FireFox, Opera) , ระบบ แอนดรอย
2. สำหรับ Iphone/Ipad (safari ที่ติดมานั้น ไม่สามารถดาวโหลดไฟล์ ต้องใช้ App อื่นๆช่วยในการโหลด เช่น video player ,atomic web browser เป็นต้น) อ่านรายละเอียดคลิก!
3. คำแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหา Internet Explorer (IE) ของท่านแสดงผลเว็บไซต์ผลไม่สมบูรณ์ คลิกที่นี่
4. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
5. หากประสงค์ใช้งาน หรือแนะนำ/พบปัญหา ติดต่อทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา ได้ ทาง Email ที่ [email protected] (24ชั่วโมง)
(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569)