คำถาม ผู้รับซื้อฝากรับชำระเงินค่าสินไถ่ที่ดินที่ขายฝากหลังจากครบกำหนดเวลาไถ่ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน เป็นการขยายกำหนดเวลาไถ่หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 14959/2556 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง บัญญัติไว้มีใจความว่า การขยายกำหนดเวลาไถ่นั้น อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ เมื่อพิจารณา จากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์และจำเลย จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินระบุว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินดัง กล่าวมีกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันทำสัญญาคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ซึ่งหมายถึงโจทก์จ้องชำระเงินค่าสินไถ่ที่ดินที่ขายฝากภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการขายกำหนดเวลา ไถ่โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้รับไถ่ไว้ ดังนั้น การชำระเงิน 20,000 บาท และ 200,000 บาท ในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 มกราคม 2547 ตามลำดับ จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการชำระเงินค่าสินไถ่ที่เกิดจากการขยายกำหนดเวลาไถ่ตามบทบัญญัติแแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้จำเลยจะรับชำระเงินทั้งสอง จำนวนดังกล่าวไว้จากโจทก์ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิไถ่ที่ดินขายฝากคืน จากจำเลยได้
โจทก์ชำระเงินสินไถ่แก่จำเลยเนื่องจากเข้าใจว่าโจทก์ยังมีสิทธิที่จะไถ่ที่ดินที่ขายฝากได้ จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์กระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้ การที่จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวมาจากโจทก์จึงปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางโจทก์เสียเปรียบ โดยคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอมา 2 กรณี คือ ขอไถ่ที่ดินคืน และขอสินไถ่ที่ชำระเกินไป 148,000 บาท เมื่อได้ความ ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากคืนจากจำเลยได้เงิน 220,000 บาท ที่โจทก์ชำระไปหลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่ที่ดินแล้ว จึงไม่ใช่เป็นเพียง ค่าสินไถ่ที่โจทก์ชำระเกินไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แต่เป็นเงินที่ จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์ เสียเปรียบ กรณีจึงเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง
คำถาม ใบสำคัญการจ่ายมีข้อความเพียงว่า จ่ายเงินทดรองจำนวน 500,000 บาท เท่านั้น และลงลายมือชื่อผู้รับเงิน เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 13511/2556 หนังสือหรือเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินอันจะนำไปฟ้องร้อง บังคับคดีกันได้ เอกสารดังกล่าวควรมีถ้อยคำหรือใจความที่แสดงให้ เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกัน หรือควรมีการกำหนดให้มีการเรียกดอกเบี้ยกัน ก็อาจเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกถึงลักษณะแห่งการกู้ยืมเงิน การที่ ใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อความเพียงว่า โจทก์จ่ายเงินทดรอง ให้แก่จำเลยจำนวน 500,000 บาท เท่านั้น โดยไม่มีข้อความว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือจำเลยต้องชำระดอกเบี้ย ให้แก่โจทก์อย่างไร เพียงไร และเมื่อใด แม้จำเลยจะลงลายมือชื่อเป็น ผู้รับเงินในเอกสารหมาย จ.3 ไว้ด้วยก็ตาม ข้อความที่ว่า เงินทดรอง ก็ มีความหมายเพียงว่าออกเงินให้ไปก่อน หาได้มีความหมายว่ากู้ยืมแต่ อย่างใดไม่ ดังนี้ เมื่อใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย จ. ไม่มีข้อความที่ แสดงว่า ในการับเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยจะต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์ และกำหนดเรื่องการชำระดอกเบี้ยกันไว้ อันเป็นลักษณะของการกู้ยืม เงินโดยทั่วไป จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าใบสำคัญจ่ายเป็นหลักฐานการกู้ยืม
คำถาม สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า “ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด 60 วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ” เป็นคำมั่นจะให้เช่าหรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 13286/2556 ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางตันที่ผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นอาจใช้กลับรถได้ ใช้วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้จะใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ
จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ 4 วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าไม่ครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด 60 วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่า ผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่นแต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์ และยังไม่ได้รับอนุญาตจากองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉยโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้ แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์
คำถาม เอาไปเสียซึ่งเอกสารที่ตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารด้วย จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 14460/2556 ส.นำเงินที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปให้ ท. กู้ยืม หลังจาก ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการร้านของ ส. รวมทั้งตู้นิรภัยและสิ่งของต่างๆ ภายในตู้นิรภัย แม้จำเลยนำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง ส. กับ ท. ซึ่งอยู่ในตู้นิรภัยไป ไม่ว่าเอกสารนั้นเป็นต้นฉบับหรือสำเนาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า "ผู้ใด ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ..." การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยเอาเอกสารไปจึงไม่เป็นความผิดตาม มาตราดังกล่าว โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของเอกสารดังกล่าวด้วยหรือไม่
คำถาม นำโซ่และกุญแจมาคล้องประตูด้านหน้าอาคาร แต่ยังมีทางเข้าออกอาคารได้อีก 2 ทาง จะมีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 10606/2556 อาคารพิพาทมีประตูเข้าออก 3 ทาง วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ลูกจ้างโจทก์ร่วมอยู่ในอาคารพิพาท จำเลยนำโซ่มาคล้องและล็อกประตูบานคู่หน้า อาคารพิพาท โจทก์ร่วมจึงให้ผู้เสียหายที่ 2 วิ่งออกไปทางประตูด้าน หลังอาคารและให้จดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เห็นว่าการหน่วงเหนี่ยวมีความหมายว่าไม่ให้ผู้ถูกกระทำไปจากที่แห่งหนึ่ง ส่วนการกักขังหมายความว่าให้ผู้ถูกกระทำต้องอยู่ในที่แห่งหนึ่งเมื่อ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาคารพิพาทยังมีทางเข้าออกนอกจากประตูด้านหน้าอาคารพิพาทอีก 2 ทาง แม้จำเลยนำโซ่และกุญแจมาคล้อง ประตูด้านหน้าอาคารพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ยังมีทางเข้าออกอาคารพิพาทได้ ดังเห็นได้จากการที่โจทก์ร่วมให้ผู้เสียหาย ที่ 2 วิ่งออกไปทางประตูด้านหลังอาคารไปจดทะเบียนรถคันที่จำเลยขับมา เป็นแต่เพียงไม่สะดวกเท่ากับการเข้าออกทางประตูด้านหน้าอาคารพิพาทเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจำต้องอยู่ในอาคารพิพาทอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ที่ 2 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขัง
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 3938 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|