มาตรา ๑๗๓ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายของฟ้องซ้อนบัญญัติว่า นับตั้งแต่ที่โจทก์ได้ยื่นฟ้อง คดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา ผลแห่งการนี้
(๑) ห้ามไม่ให้โจทก์นําคำฟ้องเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจําเลยที่ศาลเดียวกันหรือ ที่ศาลอื่นอีก หลักเกณฑ์เรื่องฟ้องซ้อนแยกได้ ๓ ข้อ
หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อนข้อที่ ๑ ของเรื่องฟ้องซ้อน คือ คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับช่วงเวลา เทียบกับหลักเกณฑ์ของเรื่องฟ้องซ้ำก็มีหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับช่วงเวลาเหมือนกัน ถ้าเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา ๑๔๘ จะเป็นเรื่องของการฟ้องใหม่ เมื่อคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ส่วนกรณีดำเนินกระบวนพิจารณา ตามมาตรา ๑๔๔ เป็นกรณีห้ามไม่ให้เอาเรื่องเดียวกันนั้นมาฟ้องใหม่ เมื่อคดีก่อนได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีแล้ว แต่คำพิพากษานั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ถึงที่สุดก็ได้
หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อนข้อที่ ๒ เป็นหลักเกณฑ์ในเรื่องตัวบุคคล คือแม้จังหวะเวลาของคดีจะทับซ้อนกัน คือมีการฟ้องใหม่ระหว่างที่คดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ โจทก์เป็นคนละคน หรือจําเลยคนละคน เช่นนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน คือ โจทก์จําเลยในคดีหลัง กับคดีแรกต้องเป็นคนเดียวกัน คดีหลังจึงจะเป็นฟ้องซ้อน
หลักเกณฑ์ข้อ ๒ นี้ใช้แยกความแตกต่างระหว่างฟ้องซ้อนกับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้ เพราะว่าคดีที่จะเป็นฟ้องซ้อนได้โจทก์ต้องเป็นคนเดียวกัน จําเลยต้องเป็นคนเดียวกัน แต่ถ้าคู่ความคู่เดียวกันแต่คดีหลังสลับโจทก์สลับจําเลยกับคดี แรกอย่างนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ตัวอย่างเช่นคดีแรก หนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องนายสองเป็นจําเลย แต่คดีหลังแทนที่นายหนึ่งจะเป็นโจทก์มาฟ้องนายสองเหมือนคดีแรก แต่สลับเป็นนายสอง มาเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจําเลย คดีหลังจะไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะว่าการสลับทำให้โจทก์เปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง และทำให้จําเลยเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ส่วนฟ้องซ้ำกับดำเนินกระบวนพิจารณา ตัวบทใช้คำว่าคู่ความ คู่ความรวมถึงห้ามจําเลยด้วย คือห้ามทั้งโจทก์ห้ามทั้งจําเลย เพราะฉะนั้นแม้คดีหลังจําเลย สลับมาเป็นโจทก์ก็เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้
หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อนข้อที่ ๓ คือ เรื่องที่ฟ้องในคดีหลังต้องเป็นเรื่องเดียวกัน กับคดีแรกหลักเกณฑ์ข้อที่ ๓ นี้เหมือนกับหลักเกณฑ์ของฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คือจะเป็นฟ้องซ้ำ หรือจะเป็นดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้ก็ต้องเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน
|