กรณีศาลใช้ดุลพินิจในการที่โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว ตามมาตรา ๒๕๔
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๐/๒๕๓๙ คดีก่อนที่จำเลยที่ ๒ ฟ้องจำเลยที่ ๑ ไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่การที่โจทก์ขอให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ โดยห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายฉบับพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ย่อมมีผลเป็นการให้งดการบังคับคดีในคดีก่อนซึ่งคดีได้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ หากจำเลยที่ ๒ บังคับคดีให้เป็นที่เสียหายแก่โจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิมายื่นขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อให้มีผลห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการบังคับคดีในคดีดังกล่าว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่ดินฉบับพิพาทที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ หากจำเลยที่ ๒ บังคับคดีในคดีก่อนรับโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายฉบับพิพาทจากจำเลยที่ ๑ แล้วโอนต่อไปยังบุคคลภายนอก อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ แม้โจทก์จะเป็นสามีของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีสิทธิขอกันส่วนของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้โจทก์จำต้องใช้สิทธิขอกันส่วนแต่อย่างเดียว
สรุป ฎีกาที่ ๒๐๐/๒๕๓๙ นี้ เป็นเรื่องที่เดิมจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์นําที่ดินสินสมรสไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้ไว้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว เพราะโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ในขณะคดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ก็ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๔ ขอมิให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่อาจจะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ เพราะเท่ากับไปห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของตนบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้น ส่วนคำขอให้ห้ามจำเลยที่ ๒ โอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นต่อไป ย่อมเป็นคำขอที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในคดีนี้จะกระทำได้ ตามมาตรา ๒๕๔ (๒)
|