กลับไปยังหน้า ดาวน์โหลด ข้อมูลกฎหมาย (แบ่งปันข้อมูล ฟรี*) >> สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายอาญา (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)



ชื่อข้อมูล : ฎีกา หลักกลางคืนก่อนเที่ยง กลางคืนหลังเที่ยง
หมวด : สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายอาญา (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)
สิทธิใช้งาน : (ดาวน์โหลดได้ทุกคน) ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : 129.54 Byte
 
 


รายละเอียด

ฎีกา หลักกลางคืนก่อนเที่ยง กลางคืนหลังเที่ยง

       ฟ้องว่าเหตุเกิดเวลากลางคืน(ก่อนเที่ยง) นั้น ต้องหมายความถึงเวลากลางคืน เวลาตั้งแต่ 1 ถึง 6 นาฬิกาของวันนั้น และคำว่าก่อนเที่ยงนั้นหมายถึงก่อนเที่ยงวันเท่านั้น จะแปลว่าก่อนเที่ยงคืนไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2489 
        คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2488 เวลากลางคืน (ก่อนเที่ยง) จำเลยบังอาจใช้มีดแทงนายกระโดนถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษ

       ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำร้ายนายกระโดน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2488 เวลา 2.00 นาฬิกา

       ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่วงเล็บถึงเวลาเกิดเหตุว่า "ก่อนเที่ยง" นั้น ย่อมหมายความถึงก่อนเที่ยงคืนคือ หลังเวลา 18.00, 19.00 นาฬิกาไปแล้ว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์

คงมีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาเพียงว่า คำที่โจทก์วงเล็บคำว่า "ก่อนเที่ยง"ไว้ข้างหลังคำว่ากลางคืนนั้น จะหมายถึงก่อนเที่ยงวันหรือก่อนเที่ยงคืน ศาลฎีกาเห็นว่า คำที่ใช้ว่าก่อนเที่ยงหรือหลังเที่ยงนี้ เกิดขึ้นตามประกาศนับเวลาในราชการ ลงวันที่ 10 กันยายน 2460 คือเปลี่ยนวันใหม่เมื่อพ้นเที่ยงคืนโดยนับ 1 ถึง 12 นาฬิกาเป็นก่อนเที่ยงภายหลังนั้นก็นับ 1 ไปถึง 12 ใหม่เรียกว่า หลังเที่ยง ต่อมาเปลี่ยนเรียก 1 นาฬิกาหลังเที่ยงเป็น13 นาฬิกาเรื่อยไปถึง 24 นาฬิกา คำว่าก่อนเที่ยงหรือหลังเที่ยงก็เลิกใช้ แต่คงเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า คำว่า "ก่อนเที่ยง" หรือ "หลังเที่ยง" นั้นหมายถึงเที่ยงวันดังเดิม กลางคืนก่อนเที่ยงก็หมายถึง 1.00-6.00 นาฬิกากลางคืน หลังเที่ยงก็หมายถึง 18.00-24.00 นาฬิกา ไม่มีทางเข้าใจว่า เป็นก่อนเที่ยงคืน หรือหลังเที่ยงคืนเลยเพราะเที่ยงคืนเป็นเวลาหัวต่อที่จะเปลี่ยนกัน จะเป็นเวลาไหน ๆ ก็ก่อนเที่ยงคืนทั้งนั้น จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ซึ่งให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วพิพากษาใหม่

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2499 โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2497 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยสมคบกันลักทรัพย์ของนายมะยมไป ขอให้ลงโทษ
       
       จำเลยทั้งสามปฏิเสธ

       ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

       โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษนายลั่นทม นายแพงพวยจำเลย แต่ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้นายลั่นทมจำเลยไม่ได้ จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะตัวนายลั่นทมจำเลยคงพิจารณาคดีเฉพาะนางกาสะลองจำเลย
       
       ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนายแพงพวยตามมาตรา 295 มีกำหนด 3 ปีลดโทษตามมาตรา 59 ให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้ 2 ปี ฯลฯ

       นายแพงพวยจำเลยฎีกา

       ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องวิธีนับวันเวลาตามสุริยคติคือนับต่อจาก 24.00 น. เป็นเวลากลางคืนก่อนเที่ยงไปจนถึง 6.00 น. แต่พยานโจทก์ให้การตามวิธีนับทางจันทรคติสิ้นสุดลงในเวลาย่ำรุ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2497 ล่วงเลยเวลา 2 ยามไปแล้ว จึงตรงกับวันที่ 6พฤษภาคม 2497 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงไม่ต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องตามความเห็นของศาลอุทธรณ์ และเห็นว่าพยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด เมื่อถ้อยคำพยานโจทก์ ฟังไม่ได้แล้วลำพังแต่เพียงคำรับสารภาพของจำเลยอย่างเดียวก็ยังไม่พอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้

       พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2508 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยบังอาจมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธ ทำการขู่เข็ญใช้กำลังกายฉุดคร่าห์พาเอานางสาวชมนาดไปเพื่อการอนาจาร แล้วข่มขืนกระทำชำเรานางสาวชมนาด ๑ ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๘๔, ๓๑๐

       จำเลยยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอแก้คำให้การใหม่ ปฏิเสธฟ้องของโจทก์ คงรับแต่เพียงว่า ในวันเกิดเหตุนางสาวชมนาดได้ตามจำเลยมายังบ้านเรือนของจำเลย จำเลยจึงได้จัดการสู่ขอตามประเพณี ในวันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายเรียกเอาเงินสินสอด ๒,๐๐๐ บาท จำเลยไม่มีให้ จึงถูกกล่าวหาคดีขึ้น

       ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยสั่งให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไป

       ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอื่นต่อไปตามรูปคดี

       จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง

       ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานโจทก์เบิกความว่า ผู้เสียหายถูกฉุดคร่าห์วันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๓ เวลาจวนสว่าง แต่เดือน ๓ มีสิ้นเดือนเพียงวันแรม ๑๔ ค่ำ ที่พยานเบิกความเป็นแรม ๑๕ ค่ำ จึงตรงกับขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๔ และตรงกับวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ แต่โจทก์ฟ้องว่า เกิดเหตุวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ซึ่งหมายถึงเวลากลางคืนก่อนเที่ยงวัน ก็คือ เกิดเหตุในเวลากลางคืนตอนหลัง ๒๔ น. ของวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ไปจนถึงประมาณ ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๓ กุมภพันธ์ ๒๕๐๗ แต่พยานโจทก์ ๓ ปากเบิกความที่ได้เห็นขณะเกิดเหตุ เบิกความฟังได้ว่า เหตุเกิดเมื่อจวนสว่างของแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๓ หมายถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เป็นคนละวันกับที่ระบุไว้ในฟ้อง เป็นสาระสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรค ๒ ให้ยกฟ้อง นัยฎีกาที่ ๙๖๗/๒๕๐๑ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น



       "โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2507 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยง........"

       ตามปกติคำว่า "เที่ยง" นั้น หมายถึงเวลา 12.00 น. เพราะฉะนั้นเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์นี้จึงหมายถึงส่วนที่เป็นเวลากลางคืนของวันที่ 10 นั้น ซึ่งเป็นเวลาก่อน 12 น. ดังนี้ จำเลยจะฎีกาว่าเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหาได้ไม่


       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2509  คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๗ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงขาว อายุ ๑๐ ปี จนสำเร็จความใคร่ ๑ ครั้ง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗

       จำเลยให้การปฏิเสธ

       ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ ให้ลงโทษจำคุก ๖ ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลย ๔ ปี

       จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

       จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

       ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มิได้ระบุให้ชัดว่าเหตุเกิดเวลาเที่ยงหรือเที่ยงคืน ซึ่งจำเลยถือว่าฟ้องเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า"เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๗ เวลากลางคืน ก่อนเที่ยง" ตามปกติคำว่า "เที่ยง" นั้น หมายถึงเวลา ๑๒ น. เพราะฉะนั้น เวลาเกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงหมายถึงส่วนที่เป็นเวลากลางคืนของวันที่ ๑๐ นั้น ซึ่งเป็นเวลาก่อน ๑๒ น. ฟ้องโจทก์จึงหาเคลือบคลุมตามฎีกาของจำเลยไม่

       พิพากษายืน

 


-------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 9515 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น


บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keywords เน้นเก็ง ทุกสนาม โดยทีมงาน
รวบรวมจากอาจารย์ผู้สอน ฯลฯ รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).
.........................

 

ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 2 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน


  
  




ฎีกา หลักกลางคืนก่อนเที่ยง กลางคืนหลังเที่ยง | ดาวน์โหลดข้อมูลกฎหมาย ฏีกา 5ดาว เตรียมสอบ เนติ อัยการ ผู้พิพากษา อัพเดท ที่ LawSiam.com



คำแนะนำ
1. รองรับการใช้งานหลัก ผ่านคอมพิวเตอร์ (Brower : IE, Chorme, FireFox, Opera) , ระบบ แอนดรอย
2. สำหรับ Iphone/Ipad (safari ที่ติดมานั้น ไม่สามารถดาวโหลดไฟล์ ต้องใช้ App อื่นๆช่วยในการโหลด เช่น video player ,atomic web browser เป็นต้น) อ่านรายละเอียดคลิก!
3. คำแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหา Internet Explorer (IE) ของท่านแสดงผลเว็บไซต์ผลไม่สมบูรณ์ คลิกที่นี่
4. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
5. หากประสงค์ใช้งาน หรือแนะนำ/พบปัญหา ติดต่อทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา ได้ ทาง Email ที่ [email protected] (24ชั่วโมง)
(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569)