เจาะหลัก+ฎีกา* วิชาเลือก กฎหมายแรงงาน (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ
ทบทวนก่อนสอบ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ชุดที่ ๑
--------
ข้อสังเกต แรงงานสัมพันธ์ฯ เน้นออกสอบ สนามเล็ก* เกี่ยวกับ สหภาพแรงงาน กรรมกรรมลูกจ้าง จำนวนสมาชิก + มาตราหลัก*ที่มีหลายอนุมาตรา + เชื่อมโยง วิธีพิจารณาคดีแรงงาน
ประเด็นมาตราเด่น* การกระทําอันไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ ได้แก่ มาตรา ๑๒๑, ๑๒๒ และ ๑๒๓ สําหรับมาตรา ๑๒๑ และ ๑๒๓ เป็นการกระทําอันไม่เป็นธรรม โดยนายจ้าง ส่วนมาตรา ๑๒๒ เป็นการกระทําอันไม่เป็นธรรมจากบุคคลอื่น เช่น สหภาพ แรงงาน ฯลฯ
สหภาพแรงงาน (แรงงานสัมพันธ์ฯ เน้นออกสอบ สนามเล็ก*)
๑.สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้อง สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของลูกจ้างทั้งหมด อาจยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง โดยไม่ต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง (มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง) จํานวนสมาชิก ดังกล่าวต้องมีอยู่ครบทั้งขณะยื่นข้อเรียกร้องและตลอดการเจรจาข้อเรียกร้องเช่นกัน หากขณะยื่นข้อเรียกร้องมีจํานวนสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนลูกจ้างทั้งหมด แต่ระหว่างเจรจาข้อเรียกร้อง มีจํานวนสมาชิกสหภาพแรงงานลดลง เช่น นายจ้างยุบหน่วยงานและเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ทําให้จํานวนสมาชิกเหลือ ไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของจํานวนลูกจ้างทั้งหมด ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานก็เป็นอันตกไป นับแต่วันที่จํานวนสมาชิกน้อยกว่าที่กฎหมายกําหนด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๙๒๖/๒๕๕๘)
๒. ในสถานประกอบกิจการของนายจ้างที่มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน แม้สหภาพแรงงานไม่ใช้สิทธิยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นก็ยังมีสิทธิยื่นข้อเรียกร้องได้โดยลูกจ้างจะต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่า ๑๕% ของลูกจ้างทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง แนบท้ายข้อเรียกร้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๗๕ - ๗๒๗๘/๒๕๔๗)
๓. ในกรณีที่ฝ่ายรับข้อเรียกเห็นว่าฝ่ายยื่นข้อเรียกร้องยื่นข้อเรียกร้องโดยไม่ชอบ ฝ่ายรับข้อเรียกร้องมีสิทธิไม่เจรจาข้อเรียกร้องด้วย ถ้าข้อเรียกร้องนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เช่น ยื่นในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพเดิมยังมีผลใช้บังคับ หรือยื่นโดยสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกน้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของลูกจ้างทั้งหมด ฯลฯ ก็จะไม่เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงาน เมื่อเห็นว่าการยื่นข้อเรียกร้องไม่ชอบ ฝ่ายรับข้อเรียกร้องจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เพื่อให้ศาลแรงงานพิพากษาว่าข้อเรียกร้องนั้นตกไปตั้งแต่วันที่ยื่นข้อเรียกร้องไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิฝ่ายรับข้อเรียกร้องไม่มีอํานาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๒๕/๒๕๕๘ การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องขอให้ศาลแรงงานพิพากษาว่าข้อเรียกร้องของจําเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฉบับลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ตกไปนับแต่วันที่ยื่นนั้น หากโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่เข้าร่วมการเจรจากับจําเลยที่ ๑ ได้ และหากมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น นายจ้างกับสหภาพแรงงานก็จะต้องดําเนินการระงับข้อพิพาทแรงงานนั้น เป็นลําดับขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนดก่อน จะด่วนนําคดีมาสู่ศาลแรงงานไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ขั้นตอนในการแจ้งข้อเรียกร้องเจรจาและไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ ต้องหยุดชะงักหรือถูกประวิงเวลาเพื่อไม่เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิใด ไม่มีอํานาจฟ้องจําเลยทั้งสิบสาม
๔. หากนายจ้างกับลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเจรจากันแล้วตกลง กันได้เพียงบางข้อยังตกลงกันไม่ได้ทั้งหมด มีข้อเรียกร้องบางข้อที่ยังตกลงกันไม่ได้ จะถือว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้วหรือไม่
เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๑/๒๕๔๗ วินิจฉัยว่า นายจ้างกับลูกจ้างเจรจาข้อเรียกร้องแล้วตกลงกันได้บางข้อ ยังไม่มีถือว่าข้อเรียกร้องหรือข้อพิพาทแรงงานตกลงกันได้
คดีนี้เกิดจากสหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ต่อโจทก์ (นายจ้าง) หลายข้อ แต่ผู้แทนโจทก์ยินยอมตกลงตามข้อเรียกร้องเพียง ๒ ข้อ ตามที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยในครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้แทนสหภาพแรงงานมิได้ยอมรับ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการเจรจาตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องอื่น ๆ ที่เหลือต่อไปอีก ฉะนั้น การเจรจาตกลงกันในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ จึงสิ้นสุด โดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ผู้แทนโจทก์ไม่ไปเจรจาตามนัด และไม่มีการเจรจาตกลงกันใน วันดังกล่าว การที่ผู้แทนสหภาพแรงงานไปลงชื่อในบันทึกข้อตกลงตามที่ผู้แทนโจทก์ ได้ตกลงไว้ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ นั้น ไม่มีผลทําให้ข้อตกลงที่สิ้นผลไปแล้ว กลับมามีผลได้อีก จึงต้องถือว่าข้อพิพาทแรงงานตามข้อเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นข้อที่ ตกลงกันไม่ได้ การใช้สิทธิแจ้งปิดงานงดจ้างของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๓๔ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง
๕. ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องมีหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานนอกเวลาทําการ ของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน เช่น ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ โดยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เวรประจําที่ทําการของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จะถือว่าแจ้งข้อพิพาทแรงงาน ต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้วหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๓๕ - ๖๗๗๕/๒๕๔๓ วินิจฉัยว่า การที่สหภาพแรงงาน ท. ทําหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาททราบตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๒๑ ในวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โดยไปยื่นต่อ ส. ซึ่งทําหน้าที่เป็นเวรประจําที่ทําการของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ถือได้ว่าสหภาพแรงงาน ท. ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้ว
๖. ก่อนที่นายจ้างจะใช้สิทธิปิดงานหรือลูกจ้างจะใช้สิทธินัดหยุดงาน นายจ้างหรือลูกจ้างจะต้องแจ้งการปิดงานหรือนัดหยุดงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า ๒๔ ชั่วโมงนับแต่เวลาที่แจ้ง (มาตรา ๓๔ วรรคท้าย) จากนั้นจึงจะปิดงานหรือนัดหยุดงานได้ หากไม่ดําเนินการดังกล่าวให้ถูกต้องจะทําให้การปิดงานหรือนัดหยุดงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๑/๒๕๔๗ สหภาพแรงงานแจ้งข้อเรียกร้อง นายจ้าง กับสหภาพแรงงานเจรจาข้อเรียกร้องกันแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จนเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงาน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้าไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานหลายครั้ง ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๔ นายจ้างยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน บางข้อตามที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ย มีการนัดไกล่เกลี่ยวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๔ แต่ผู้แทนนายจ้างไม่ได้ไปเจรจาตามนัด จึงไม่มีการเจรจาตกลงกัน นายจ้างแจ้งหนังสือใช้สิทธิปิดงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและสหภาพแรงงาน ให้มีผลวันที่ ๓๐ และ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ถือเป็นการใช้สิทธิแจ้งปิดงานชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๓๔
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๙ - ๑๖๕๐/๒๕๔๓ โจทก์ทั้งหกสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้าง ใช้สิทธินัดหยุดงานในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ เวลา ๘ นาฬิกา โดยแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ เวลา ๑๕ นาฬิกา เป็นการแจ้งล่วงหน้าก่อนนัดหยุดงานเป็นเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้ง เป็นการนัดหยุดงานโดยไม่ชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๖๖ - ๑๗๖๕๘/๒๕๕๖ สหภาพแรงงานแจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยผู้แทน สหภาพแรงงานและผู้แทนจําเลยซึ่งเป็นนายจ้างเข้าร่วมไกล่เกลี่ยรวม ๒ ครั้ง คือในวันที่ ๒๒ และวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยครั้งที่ ๒ คือ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ผู้แทนจําเลยแจ้งความประสงค์ต่อผู้แทนสหภาพแรงงานและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้วว่า จําเลยไม่ประสงค์จะเจรจา คือไม่ประสงค์จะให้มีการไกล่เกลี่ยต่อไป กรณีจึงถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ตามมาตรา ๒๒ วรรคสาม จําเลยย่อมใช้สิทธิปิดงานได้เท่าที่ไม่ขัดต่อมาตรา ๓๔ การที่ผู้แทนจําเลย จัดทําหนังสือแจ้งใช้สิทธิปิดงานมามอบให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้แทน สหภาพแรงงานเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการใช้สิทธิตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้แทนสหภาพแรงงานปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือนั้นเอง ผู้แทนจําเลยจึงอ่านข้อความในหนังสือให้ผู้แทนสหภาพ แรงงานรับฟังเพื่อให้ทราบถึงการใช้สิทธิปิดงานตามกฎหมาย เท่ากับว่าจําเลยได้แจ้งการใช้สิทธิปิดงานเป็นหนังสือให้ผู้แทนสหภาพแรงงานทราบแล้ว เมื่อสหภาพแรงงานเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้องแทนลูกจ้าง ผู้เป็นสมาชิกตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ผู้แทนจําเลยแจ้งการปิดงานให้ผู้แทนสหภาพแรงงานถือว่าแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามมาตรา ๓๔ วรรคสองแล้ว
๗. ในกรณีสหภาพแรงงานแจ้งข้อเรียกร้องและเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ สหภาพแรงงานใช้สิทธินัดหยุดงานถูกต้องมีขั้นตอนที่กฎหมายกําหนด สมาชิกสหภาพแรงงานย่อมใช้สิทธินัดหยุดงานได้ ไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๗/๒๕๓๕ การนัดหยุดงานที่กระทําโดยสหภาพแรงงาน ซึ่งแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง ถือว่าเป็นการกระทําแทนลูกจ้างทุกคนที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานดังกล่าว และเมื่อได้มีการแจ้งนัดหยุดงานโดยชอบแล้ว สมาชิกของสหภาพแรงงานนั้นทุกคนก็มีสิทธิที่จะนัดหยุดงานได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ การที่ลูกจ้างดังกล่าวไม่มาทํางานในระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลานัดหยุดงานโดยชอบ จะถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้
๘. กรณีสหภาพแรงงานแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง ข้อตกลงมีผลผูกพัน นายจ้างกับสหภาพแรงงานและลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๕ - ๕๕๖๕/๒๕๔๔ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๑๙ วรรคสอง ที่เกิดขึ้นใหม่ ย่อมผูกพันเฉพาะ ลูกจ้างซึ่งทํางานอยู่กับนายจ้างในขณะทําข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเท่านั้น เมื่อโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างก่อนที่นายจ้างกับสหภาพแรงงานจะทําข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างใหม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ จึงไม่ผูกพันโจทก์
ปัญหาว่านายจ้างกับลูกจ้างทําข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการ แจ้งข้อเรียกร้องเสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างข้อตกลงมีผลผูกพันใช้บังคับ มีลูกจ้างเข้ามาทํางานใหม่ ลูกจ้างเหล่านี้ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อในการแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะผูกพันหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงผูกพันถึงลูกจ้างเข้าใหม่ด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗ - ๒๙๕/๒๕๕๑ นายจ้างกับสหภาพแรงงานเจรจาข้อเรียกร้องและมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสมัครใจลาออกตามความประสงค์ ของนายจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยสูงกว่าที่กฎหมายกําหนด ข้อตกลงนี้มีผลรวมกัน ไปถึงลูกจ้างที่เข้าทํางานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจา ข้อเรียกร้องด้วย
ในกรณีที่ลูกจ้างร่วมลงลายมือชื่อแจ้งข้อเรียกร้องมีจํานวนเกินกว่าสองในสาม ของลูกจ้างทั้งหมดก็ดี หรือสหภาพแรงงานที่แจ้งข้อเรียกร้องมีจํานวนสมาชิกเกินกว่า สองในสามของลูกจ้างทั้งหมดก็ดี เมื่อเจรจากับนายจ้างและตกลงกันได้แล้ว ข้อตกลง ไม่ได้มีผลผูกพันเฉพาะลูกจ้างที่ร่วมลงลายมือชื่อหรือลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เท่านั้น แต่จะมีผลผูกพันลูกจ้างทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกา ๕๑๓๕/๒๕๔๕ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ นายจ้างมีโครงการจ่ายเงินบําเหน็จเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ต่อมาในปี ๒๕๒๔ และ ๒๕๒๙ นายจ้างกับสหภาพแรงงานทําข้อตกลงกําหนดการเกษียณและสิทธิประโยชน์ใหม่ เป็นการยกเลิกโครงการเดิม เมื่อสหภาพแรงงานมีสมาชิกเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงมีผลผูกพัน ลูกจ้างทุกคนรวมถึงโจทก์ด้วย
๙. การแจ้งข้อเรียกร้องต้องชอบ ลูกจ้างจึงจะได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรานี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙/๒๕๒๕ “ข้อเรียกร้อง” ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ มาตรา ๓๑ หมายถึง ข้อเรียกร้องที่สมบูรณ์ตามมาตราอื่น ๆ ด้วย มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นช่องทางให้ลูกจ้างผู้ไม่สุจริตหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษทางวินัยได้โดยง่าย เมื่อสหภาพแรงงานมีสมาชิกไม่ถึงหนึ่งในห้าแจ้งข้อเรียกร้อง จึงไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๑๕ แม้นายจ้าง ปลดลูกจ้างออกจากงานในระหว่างคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ก็ไม่ถือนายจ้างกระทําการฝืน มาตรา ๓๑
๑๐. มีแนวคำพิพากษาฎีกาวางหลักว่า นอกจากกรณีข้อยกเว้นตาม มาตรา ๓๑ (๑) ถึง (๔) แล้ว หากนายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้อง กับข้อเรียกร้องเนื่องจากเหตุผลอย่างอื่น ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องและร่วมเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ก็ไม่ถือว่านายจ้างฝ่าฝืนมาตรานี้ เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๓๗ - ๘๑๓๘/๒๕๔๓ นายจ้างย้ายลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เพราะขัดแย้งกับผู้จัดการสาขาอย่างรุนแรง โดยลูกจ้างพูดขู่ว่าจะใช้อาวุธปืน ยิงทําร้าย ไม่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๓๑ จะเห็นได้ว่าคดีนี้ แม้ลูกจ้างจะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นเพราะความขัดแย้ง อย่างรุนแรงระหว่างลูกจ้างกับผู้จัดการสาขา ที่มีท่าที่รุนแรงถึงขู่เอาชีวิตกัน ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งลูกจ้างเนื่องจากการยื่นข้อเรียกร้องหรือการร่วมเจรจาต่อรองกับนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ทําผิดตามมาตรา ๓๑ (๑) ถึง (๔) ก็ตาม
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๗๖/๒๕๔๔ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการ ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างประสบภาวะขาดทุน ต้องลดจํานวนลูกจ้างและการเลิกจ้างได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานแล้ว แม้ลูกจ้างจะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การที่นายจ้างเลิกจ้าง ลูกจ้างก็ไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๓๑
อ้างอิงเนื้อหา วิชากฎหมายแรงงาน เนติฯ อ.พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 495 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|