เจาะหลัก+ฎีกา* ข้อ๒ วิแพ่ง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ
ทบทวนเตรียมสอบ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ชุดที่ ๑
-------------------------------
ข้อสอบ ผู้ช่วยฯ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๑ ข้อ ๒ ออกสอบ กลุ่มขาดนัด*
ข้อสอบผู้ช่วยสนามเล็ก ปี ๒๕๖๕ ล่าสุด ออก ฟ้องแย้ง แก้ไขคำฟ้อง
(ก) ออกสอบ มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม, ๑๗๙ วรรคท้าย (ฎีกาที่่ ๗๓๙๑/๒๕๔๓)
(ข) ออกสอบ มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม, ๑๗๙ วรรคท้าย (ฎีกาที่่ ๗๓๙๑/๒๕๔๓)
(ค) ออกสอบ มาตรา ๘๐ , ๑๘๑ (ฎีกาที่่ ๑๕๗๒๒/๒๕๕๘)
ประเด็นที่น่าออกสอบ ผู้ช่วยฯ สนามเล็ก ปี ๒๕๖๖ (เน้นกลุ่ม ขาดนัดยื่นคำให้การ ขาดนัดพิจารณา)
หน้าที่ของโจทก์เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
๑. โจทก์มีหน้าที่ต้องมีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด
ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด มิฉะนั้น ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์มิให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดําเนินคดีของตนภายในเวลาที่กำหนดแต่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง หรือไม่ ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๔๖/๒๕๖๐ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ปัญหามีว่าศาลจะใช้ดุลพินิจหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ได้นั้น เห็นว่า มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด ให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด และวรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์มิให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดําเนินคดีของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง หรือไม่ ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป สําหรับคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วม แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี เนื่องจากจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอํานาจลงชื่อ ผูกพันบริษัท ส. เช่นเดียวกัน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจำเลยร่วมผู้เป็นกรรมการ ด้วยกัน ซึ่งโจทก์ไม่ได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลจึงให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี แต่เมื่อจำเลยร่วมได้รับหมายเรียกและสําเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยร่วมมิได้ยื่นคำให้การ ภายในกำหนดถือว่าจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ตามมาตรา ๑๙๗ แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง ก็ตาม แต่โจทก์ดําเนินคดีในส่วนของตนต่อมา ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้น หากจะต้องรับผิดต่อบริษัท ส. หรือแพ้คดี ก็ประสงค์ให้คำพิพากษาผูกพันจำเลยร่วมให้ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการด้วยกัน กรณีเช่นนี้ถือว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลจะดําเนินคดีในส่วนของจำเลยร่วมไปพร้อมกับจำเลย คนอื่น ๆ การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งจำหน่ายคดีสําหรับจำเลยร่วมถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามสมควร
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๘๓/๒๕๖๒ โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นเสมือนโจทก์ฟ้องแย้งมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดในส่วนฟ้องแย้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๙๙ ฉ ถ้าไม่ยื่นคำขอ ต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ อย่างไรก็ดี แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า “ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ” แต่มิใช่บทบังคับศาลที่จะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไป ศาลมีอํานาจที่จะใช้ดุลพินิจที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นราย ๆ ไป
๒. แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็อาจมีหน้าที่ต้องสืบพยาน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๕๐/๒๕๕๙ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้นั้น ศาลจำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนําพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามที่ฟ้องเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูล แต่จากพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าจ๋าเลยบุกรุกเข้าไปตัดฟันต้นไม้และล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของโจทก์ จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูล ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ซึ่งมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานก็ตาม แต่ตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ก็อาจมีหน้าที่ต้องสืบพยานในกรณีต่อไปนี้
(๑) กรณีที่ศาลเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง และศาลสั่งให้สืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียว
(๒) กรณีที่กฎหมายบังคับให้ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพราะเป็นคดีสําคัญ ๓ ประเภท คือ
(ก) คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล
(ข) คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว และ
(ค) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์
คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล
เกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล ได้แก่ คดีตาม ป.พ.พ. ลักษณะ ๒ ว่าด้วย บุคคลตั้งแต่มาตรา ๑๕ ถึงมาตรา ๖๔ หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๒/๒๕๑๑ คดีร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นผู้ไร้ความสามารถ และตั้งผู้อนุบาลเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑/๒๔๘๔ ฟ้องว่าพินัยกรรมที่นํามาอ้างตกเป็นโมฆะใช้ไม่ได้เพราะผู้ทําพินัยกรรมอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี หรือกระทําในขณะยังวิกลจริต เป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องความสามารถในการทําพินัยกรรม มิใช่คดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล
คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว
คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ได้แก่ คดีที่มีข้อพิพาทโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวตาม ป.พ.พ. บรรพ ๕ ยกเว้นในเรื่องหมั้น เพราะยังมิใช่คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว
(ก) คดีฟ้องค่าทดแทนจากชายชู้หรือหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยมีความสัมพันธ์ กับสามีในทํานองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๒๓ ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๒๔ วรรคสอง (เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๒๔๔/๒๕๔๕ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๔๘ คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๙ ๒๕๔๓, คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑๘/๒๕๕๑ และคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. ๑๐๙/๒๕๕๑)
(ข) โจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๓/๒๕๓๐) คดีฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าทดแทน และค่าเลี้ยงชีพ เป็นการตั้งสิทธิอันเกิดจากความสัมพันธ์ หรือความเกี่ยวข้องระหว่างโจทก์ กับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากันจึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๙๕/๒๕๔๐)
คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เป็นคดีซึ่งสภาพแห่งข้อหา เป็นการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือคดีพิพาทกันในเรื่องแดนกรรมสิทธิ์ เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ําที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตขอให้รื้อถอน โรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ โจทก์ต้องกล่าวอ้างเรื่องแดนกรรมสิทธิ์คดีนี้แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็ต้องสืบพยานก่อนพิพากษาคดี
คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หมายความรวมถึงคดีที่พิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่า ได้แก่ ที่ดินตาม ส.ค.๑ หรือที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส.๓) ด้วย เพราะสิทธิครอบครองมีผลทํานองเดียวกับกรรมสิทธิ์
(๓) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การกำหนดจำนวนเงินตามคำบังคับของโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๗๔๗/๒๕๕๘ ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนเงินในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๒) บัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันหมายความว่า แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นําสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ก็ตาม โจทก์ก็ยังมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าวให้มีน้ําหนักรับฟังได้ ในกรณีเช่นนี้จึงหาใช่โจทก์นําสืบพยานหลักฐานเช่นใด ศาลต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์เช่นว่านั้นเสมอไปไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๓๘๔/๒๕๕๖ คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยชําระหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้ โดยแน่นอนตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ
การสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้น หากโจทก์หรือจำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ก็ไม่ถือว่าโจทก์หรือจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา กรณีโจทก์ ถ้าโจทก์ไม่มาศาล ต้องถือว่าโจทก์ไม่นําพยานหลักฐานมาสืบตามที่ศาลกำหนด โดยผลของมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสุดท้าย ให้ถือว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนกรณีจำเลยไม่มาศาล มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า ไม่ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา บทกฎหมายว่าด้วยการขาดนัดพิจารณามาตรา ๒๐๐ ก็ได้บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๔ ตรี ซึ่งหมายความว่า ในคดีที่มีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ หากมีการสืบพยาน แม้จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การจะไม่มาศาล ก็ไม่ถือว่าจำเลย นั้นขาดนัดพิจารณา คงบังคับตามบทกฎหมายเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การสําหรับจำเลยนั้นต่อไปจนเสร็จการพิจารณา
ถ้าโจทก์ไม่นําพยานหลักฐานมาสืบ ตามกรณีในข้อ (๑) (๒) และ (๓) ดังกล่าว ข้างต้น ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า บัญญัติให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ศาลยกฟ้องของโจทก์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายให้อํานาจแก่โจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความอีกทั้งไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ โจทก์คงได้แต่เพียงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ได้เท่านั้น
(๔) คดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน
มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า “ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้ (๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสาร ตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน”
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๕/๒๕๔๘ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชําระหนี้กู้ยืม และจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยขาดนัดพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๖ วรรคสอง ให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ ชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๔/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชําระค่าสินค้า ๙๗๑,๔๙๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดคำนวณถึงวันฟ้องรวม เป็นเงิน ๑,๐๓๓,๘๓๖.๘๗ บาท เป็นคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) แม้การซื้อขายดังกล่าวจะมีข้อตกลงชําระค่าสินค้าเป็นงวดและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชําระค่าสินค้าไม่ครบจำนวนตามสัญญาเนื่องจากจำเลยชําระค่าสินค้าบางส่วนแก่โจทก์ ก็ไม่เป็นเหตุให้คดีของโจทก์กลับกลายเป็นคดีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชําระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน การที่โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาไปตาม บทบัญญัติของกฎหมาย
การให้ศาลตรวจสอบว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง
กรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ กฎหมายให้ศาลสามารถพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ทันที โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานก็ตาม แต่มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ยังให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไว้ ดังนี้
(ก) ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย
กล่าวคือ แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็จะด่วนพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทันที ไม่ได้ แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องตรวจสอบคำฟ้องของโจทก์ด้วยว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและขัดต่อกฎหมายหรือไม่ หากตรวจสอบแล้ว แม้จะได้ความว่าคำฟ้องของโจทก์ มีมูลแต่ขัดต่อกฎหมาย หรือคำฟ้องของโจทก์ไม่ขัดต่อกฎหมายแต่ไม่มีมูลที่จะให้จำเลยรับผิด ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายครบถ้วนทั้งสองประการเท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๙๗/๒๕๕๒ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ขับรถยนต์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ในฐานะเจ้าของรถยนต์ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้รับประกันภัย รถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับ แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลก็ยังวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้จนกว่าจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนําสืบว่าคดีมีมูลตามข้ออ้างแห่งฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๐๖ วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ได้ให้การและนําสืบต่อสู้คดีจึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ หาใช่กรณีที่ศาลจะต้องฟังแต่เฉพาะพยานโจทก์ทั้งสองฝ่ายเดียวว่า จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายประมาทดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ และศาลย่อมพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลย ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ หากฟังว่าเหตุมิได้เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๕๔/๒๕๖๓ แม้จำเลยทั้งสามจะขาดนัดยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้นั้น ศาลจำต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนําพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามที่ฟ้องเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูล เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นําสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูล ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
(ข) ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลําพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ กล่าวคือ แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ยกประเด็นปัญหา ข้อกฎหมายใดขึ้นให้การต่อสู้คดีของโจทก์ไว้ หากแต่การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์ มีมูลและขัดต่อกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่ามีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ให้อํานาจศาลที่จะหยิบยกขึ้นอ้างโดยลําพัง เพื่อพิพากษายกฟ้องของโจทก์ก็ได้ เช่น หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีเป็นคดีอุทลุมต้องห้าม มิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ ดังนี้ แม้จำเลยซึ่งเป็นบุพการีของโจทก์จะขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นพิพาทไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลก็ชอบที่จะหยิบยก ปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นวินิจฉัยเองโดยลําพัง เพื่อพิพากษายกฟ้องของโจทก์เพราะเหตุ โจทก์ไม่มีอํานาจฟ้องได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๘/๒๕๕๕ หนี้เงินกู้ที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลย ชําระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) โดยชอบแล้ว เมื่อสัญญากู้เงินที่โจทก์นํามาฟ้องมีโจทก์ผู้ให้กู้และจำเลยผู้กู้ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นสัญญากู้ยืมเงินเข้าลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร และตามมาตรา ๑๐๓ แห่งกฎหมายดังกล่าว ปิดแสตมป์บริบูรณ์ หมายถึง ปิดแสตมป์ก่อนกระทําหรือในทันทีที่ทําตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าอากรนั้นแล้ว เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานปิดอากรแสตมป์แต่มิได้ขีดฆ่า การปิดอากรแสตมป์ของโจทก์จึงไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ เป็นผลให้คดีของโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้กู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๔/๒๕๓๗, ๘๗๔๐/๒๕๔๓ วินิจฉัยเช่นกัน)
อ้างอิง วิชาสัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อ.ประเสริฐฯ เนติฯ สมัยที่ ๗๕
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 689 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|