เจาะหลัก+ฎีกา* ข้อ ๑ วิแพ่ง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ
ทบทวน เตรียมสอบ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ชุดที่ ๑
---------------------------
ข้อสอบผู้ช่วยสนามเล็ก ข้อ ๑ ปี ๒๕๖๕ (ล่าสุด)
(ก) ออกสอบ มาตรา ๑๔๕ (๒) , ๒๗ , ๕๗ (๑) , ๑๔๔ (ฎีกาที่ ๖๕๒๓/๒๕๖๒ เน้นฎีกาใหม่*)
(ข) ออกสอบ มาตรา ๕๗ (๑) (ฎีกาที่ ๑๘๑๒/๒๕๓๒)
ข้อสอบผู้ช่วยสนามเล็ก ข้อ ๑ ปี ๒๕๖๖ แนวโน้มน่าจะออกสอบ (ร้องสอด* ประกอบมาตราอื่นๆ อีก)
การร้องสอด
มาตรา ๕๗ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด …
เมื่อศาลได้พิพากษาคดีแล้วและกําลังดําเนินการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอยู่ ในระหว่างการบังคับนั้นเองก็อาจมีการเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดได้ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๔ - ๔๒๔๕/๒๕๖๒ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๗๐ และโฉนดเลขที่ ๗๖๗๑ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๗๖๖๙ ไปทางทิศตะวันออก โดยผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาจาก ส. และ ส. ได้ใช้ทางพิพาท ผ่านที่ดินจําเลยในโฉนดเลขที่ ๗๖๖๕ ออกสู่ถนนสาธารณะเป็นเวลาไม่น้อยกว่า โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางมาจนกระทั่ง ส. ขายให้ผู้ร้อง และเมื่อผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้วก็ได้ใช้ทางพิพาทสืบสิทธิจากเจ้าของเดิมเรื่อยมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางเช่นกัน โดยทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจําเลย ทั้งทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทาง ที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจําเลย ทั้งทางพิพาทต้นทางส่วนที่ติดกับถนนถึงที่ดินผู้ร้องทับซ้อนกับ ทางพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ภาระจํายอมโดยอายุความอยู่ด้วย ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวแปลได้ว่าผู้ร้องสมัครใจเข้ามาในคดีเพราะเห็นว่าเป็นความจําเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่เช่นเดียวกับโจทก์ และเกี่ยวเนื่องด้วยกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้
แม้ตามเนื้อหาในคำร้องของผู้ร้องจะเป็นเรื่องร้องสอดด้วยความสมัครใจเองเพราะ เห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าใจว่าขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม และได้อ้างมาด้วยว่าคำฟ้องของโจทก์นั้นขอให้จําเลยเปิดทางภาระจํายอมและให้จดทะเบียนภาระจํายอมด้วย แม้ในท้ายคำร้องของผู้ร้องสอดจะขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจํายอมโดยมิได้ขอให้ไปจดทะเบียนด้วยแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า หากศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจํายอม ก็ขอให้จดทะเบียนภาระจํายอมให้ผู้ร้องด้วย ทั้งการได้ภาระจํายอมมาโดยอายุความ ผู้ทรงสิทธิในภาระจํายอมมีสิทธิฟ้องให้จดทะเบียนภาระจํายอมได้ เพราะเป็นการอันจําเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจํายอมประการหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๙๑ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงการอํานวยความยุติธรรม จะต้องกระทําโดยความรวดเร็ว จึงหามีความจําเป็น ให้ผู้ร้องต้องมาฟ้องขอให้จดทะเบียนอีกคดีหนึ่งไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๔/๒๕๖๔**** ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน โฉนดเลขที่ ๑๓๐๖๘๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรของ ร. ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับผิดในหนี้ภาษีอากร ตามที่ผู้ร้องสอดประเมิน เมื่อผู้ร้องสอดนํายึดที่ดินพิพาทไว้แล้ว โดยผู้ร้องซึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวมิได้ดําเนินการเพื่อขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด
ผู้ร้องสอดย่อมสามารถดําเนินการบังคับคดีของตนต่อไปได้ การที่ผู้ร้องนําคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสํานักงานที่ดิน เพื่อจดทะเบียนได้มาในที่ดินดังกล่าว โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ อันเป็นการดําเนินการบังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อการดําเนินการดังกล่าวอาจจะมีผลให้เปลี่ยนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ในที่ดินดังกล่าวจาก ร. ลูกหนี้ในค่าภาษีอากรค้างของผู้ร้องสอดไปเป็นผู้ร้อง การบังคับตามคำสั่งของผู้ร้องในคดีนี้ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าหนี้ ภาษีอากรของ ร. ที่ได้ยึดที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อยังให้ได้ความรับรองคุ้มครอง และบังคับตามสิทธิ ของผู้ร้องสอดในการบังคับคดีในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับหนังสือของเจ้าพนักงานที่ดินที่สอบถาม ศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะสามารถจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ตามคำสั่งศาลให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสิทธิ ของผู้ร้องสอดที่ได้รับความคุ้มครอง ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๒ ทวิ สําหรับทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ ตามมาตรา ๑๒ ผู้ร้องสอดจึงมีอํานาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ได้ เมื่อผู้ร้องสอดไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีในศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นบุคคลภายนอก คำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่ผูกพันผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) ผู้ร้องสอดจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ร. (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๓/๒๕๖๔ วินิจฉัยเช่นกัน)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘๓/๒๕๕๐ โจทก์ฟ้องขับไล่จําเลยและทําสัญญา ประนีประนอมยอมความกันว่า จําเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์และยอมชําระ ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจําเลยเป็นตัวแทน ของผู้ร้องกับพวกในการทําสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่า ธรรมดากับโจทก์เพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่โจทก์และจําเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทําสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีทําการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องที่มิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๘/๒๕๕๙ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในคดีนี้ แต่ผู้ร้องยังมิได้นําคำสั่งศาลไปยื่นขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าพนักงานที่ดินยังไม่ได้จดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้น เพราะที่ดินพิพาทถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อบังคับคดีชําระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ของศาลจังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การดําเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของผู้ร้องในคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น และเมื่อผู้ร้องนําคำสั่งศาลชั้นต้นไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องสอดนํายึดไว้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) และผู้ร้องสอดสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่า ผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิดีกว่าผู้ร้องอย่างไร โดยไม่ต้องให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องเป็นคดีใหม่
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๒๖/๒๕๕๓ ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินกับ จําเลยซึ่งตกเป็นภาระจ่ายอมและถูกบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการบังคับคดีมีปัญหาอันเนื่องจากโจทก์และจําเลยแปลความคำพิพากษาแตกต่างกัน จําเลยและผู้ร้องเห็นว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ทําให้จําเลยและผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๕๑/๒๕๕๗ การที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ด้วยการร้องสอดในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) บุคคลภายนอกนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งกล่าว คือ สิทธิของบุคคลภายนอกอาจได้รับความเสียหายหรือต้องถูกกระทบกระเทือนจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลจึงเป็นการจําเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้นําเจ้าพนักงานบังคับคดีไป ดําเนินการบังคับคดีส่งมอบการครอบครองเครื่องพิมพ์พิพาทให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นแล้วตามสําเนารายงานเจ้าหน้าที่เอกสารท้ายคำร้องขอของผู้ร้องการบังคับตาม คำพิพากษาหรือคำสั่งแก่ทรัพย์สินที่ต้องถูกบังคับคดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว ความจําเป็นที่ผู้ร้องจะร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ย่อมหมดไป ไม่ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความอีกได้ หากแต่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีนี้
อ้างอิง สัมมนาวิธีพิจารณาความแพ่ง อ.ประเสริฐฯ เนติฯ สมัยที่ ๗๕
------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
-------------------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 597 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|