
เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
เจาะหลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง
หลักข้อสันนิษฐานความรับผิด (Presumption of Liability) หรือหลักความรับผิดบนข้อสันนิษฐานของกฎหมาย มีความหมายอย่างไร และป.พ.พบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้หรือไม่ ให้ยกตัวอย่าประกอบด้วย
------------------------------
หลักข้อสันนิษฐานความรับผิด (Presumption of Liability) หรือที่นักกฎหมาย บางท่าน เรียกว่าความรับผิดบนข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ถึงขนาด เป็นการสันนิษฐานกําหนดให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีความรับผิดบางประการ หากเกิดเหตุการณ์ที่เข้า องค์ประกอบของบทบัญญัติของกฎหมายที่สันนิษฐานความรับผิดนั้นๆ
กรณีนี้ข้อสันนิษฐานความรับผิดจึงเป็นความรับผิดโดยปราศจากเงื่อนไข กล่าวคือเป็นเรื่องความรับผิดทางแพ่งที่ไม่อาศัยองค์ประกอบของความผิดคือเรื่องการจงใจหรือประมาทเลินเล่อมาเป็นสาระสําคัญแห่งความรับผิด หรือที่ในต่างประเทศเรียกกันว่าเป็น “ความรับผิดแบบเคร่งครัด หรือ ความรับผิดโดยปราศจากเงื่อนไข” (Strict Liability or Absolute Liability)
กรณีเช่นนี้ กฎหมายสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นเลยว่าจําเลยหรือบุคคลที่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานความรับผิดนั้น เป็นบุคคล ลําดับแรกที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย แม้ว่าบุคคลนั้นๆ จะได้มิได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม เพราะในเบื้องแรกกฎหมายไม่ได้คํานึงถึงประเด็นเรื่องความผิด (fault) ของผู้ที่ต้องรับผิดแต่ประการใด
ข้อสันนิษฐานความรับผิดของกฎหมาย (Presumption of Liability) ในส่วนแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องละเมิด ถือกําเนิดและมีพัฒนาการขึ้นมาด้วยเหตุผลที่ว่า กฎหมายนั้นๆ มีวัตถุประสงค์สําคัญในการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายให้กลับมาสู่ฐานะเสมือนกับ ไม่เคยได้รับความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน แต่ในบางกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นแต่ผู้ที่กระทําผิดด้วย ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อตัวจริงไม่อาจอยู่ในสถานะที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย ได้ อาจเป็นเพราะด้วยสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทําละเมิดก็ดี เพราะความอ่อนด้อยทาง ประสบการณ์และการอยู่ภายใต้อํานาจการดูแลของผู้ที่รับผิดชอบดูแลผู้กระทําละเมิดก็ดี หรือเป็น เพราะว่าความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากคนเป็นผู้กระทํา แต่เป็นความเสียหายที่เกิดเนื่องจากสัตว์ หรือ ทรัพย์สินของผู้นั้นก็ดี เหตุผลเหล่านี้ก่อให้เกิดแนวความคิดที่กฎหมายต้องถือเอาหรือสันนิษฐานความรับผิดเอาไว้ให้บุคคลบางคนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนหรือทรัพย์ที่ก่อความเสียหายมากที่สุดเข้ามาเป็นผู้รับผิดในความเสียหายนั้นแทน ในทางตําราเรียกความรับผิดเช่นนี้ว่า “ความรับผิด โดยไม่ต้องมีความผิด” (Objective Responsibility หรือ No fault Liability หรือ Liability without Fault)
อนึ่ง คําว่า “ข้อสันนิษฐานความรับผิด” ตามความหมายที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ในตํารากฎหมายบางเล่มนั้น ผู้แต่งอาจใช้ถ้อยคําที่แตกต่างกับวิทยานิพนธ์ ฉบับนี้ อาทิเช่น หนังสือกฎหมายแพ่งลักษณะละเมิด ของท่านศาสตราจารย์ ดร. จี๊ด เศรษฐบุตร เรียกว่า “กฎหมายสันนิษฐานความผิด” ส่วนท่านศาสตราจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์ ใช้คําว่า “ข้อสันนิษฐานความผิด” ซึ่งผู้เขียนคาดว่าท่านทั้งสองได้อธิบายตามแนวทฤษฎีทางกฎหมายฝรั่งเศสที่ เรียกว่า presumption de faute ซึ่งท่าน Marcel Planiol ปรมาจารย์กฎหมายของประเทศฝรั่งเศส า ก็ได้กล่าวไว้ในทํานองว่าข้อสันนิษฐานความผิด (Presumption of fault) นั้น เป็นกรณีที่กฎหมาย สร้างข้อสันนิษฐานความผิดนี้ขึ้นมาเพื่อที่ผู้เสียหายจะได้ไม่ต้องมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ความผิด ของผู้ก่อความเสียหาย กล่าวคือเป็นบทบัญญัติให้ผู้เสียหายได้รับยกเว้นไม่จําต้องพิสูจน์ถึงความผิดแต่อย่างไร ซึ่งท่าน Marcel Planiot ได้ยกกรณีข้อสันนิษฐานความผิดตามความหมายของท่าน ซึ่งได้แก่
1. ความรับผิดในความเสียหายที่บุคคลอื่นเป็นผู้กระทํา
2. ความรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากสัตว์และสิ่งปลูกสร้าง
แต่อย่างไรก็ดี ความหมายของ “ข้อสันนิษฐานความรับผิด” ตามนัยยะที่กล่าวมาแล้วข้างต้นใ ก็มีความหมายโดยนัยเช่นเดียวกันกับคําเรียกของท่าน ปรมาจารย์ทางกฎหมายละเมิดของไทยทั้งสองท่านนั้นกับทั้งคําเรียกของท่าน Marcel Planiol อีก ด้วย
กล่าวคือ เป็นกรณีที่กฎหมายสันนิษฐานหรือให้ถือว่าได้มีการกระทําความผิดหรือประมาท เลินเล่อ โดยมีแนวคิดว่าบุคคล “อาจมีส่วนผิด” อยู่ด้วยในการที่เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หรือมีความบกพร่องในการควบคุมดูแลบุคคลหรือทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของตน
ท่าน ศาสตราจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์ อธิบายต่อไปด้วยว่า ที่ว่า “อาจมีส่วนผิด” นั้นไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นๆ มีส่วนกระทําความผิดแล้วจริงๆ แต่ทว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น นั้นเกิดจากความผิดของบุคคลนั้นๆ ด้วยหรือไม่ กฎหมายจึงตั้งข้อสันนิษฐานโดยอนุมานจาก ข้อเท็จจริงที่กฎหมายบัญญัติเป็นองค์ประกอบของบทบัญญัตินั้นๆ ซึ่งท่านเรียกว่า “ข้อสันนิษฐาน ความผิดทางกฎหมาย”
ในส่วนถ้อยคําที่จะใช้เรียกบทบัญญัติที่กําหนดให้บุคคลต้องรับผิดก่อน แม้ตนจะ ไม่ได้กระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อนี้ จะเรียกว่าเป็นข้อสันนิษฐานความรับผิดหรือจะเรียกว่า ข้อสันนิษฐานความผิดตามงานเขียนของท่านศาสตราจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์ นั้น เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องมุมมองว่าบทบัญญัติกฎหมายนั้นสันนิษฐานว่ามีความผิด (Fault) อันเป็นการสันนิษฐานในส่วนของ “เหตุ” ที่ทําให้มีความรับผิดตามกฎหมาย หรืออาจจะมองว่าเป็นบทบัญญัติที่ สันนิษฐานว่ามีความรับผิด (Liability) อันเป็นการดูที่ “ผล” ว่าบทบัญญัติเหล่านี้กําหนดผลให้บุคคล ต่างๆ ต้องมีความรับผิดทั้งๆที่ไม่มีการกระทําจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ซึ่งในเรื่องถ้อยคํานี้ผู้เขียน เห็นว่า หากไม่เคร่งครัดหรือยึดติดกับถ้อยคํามากจนเกินไป ไม่ว่าจะมองมุมไหนระหว่างข้อสันนิษฐาน ความผิด หรือข้อสันนิษฐานความรับผิดก็หากพิจารณาในเรื่องของความรับผิดกรณีที่ไม่มีความผิด (No fault liability) ก็อาจใช้แทนกันได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คําว่า “ข้อสันนิษฐานความผิด” ในกฎหมายลักษณะละเมิด มีบัญญัติไว้ในความหมายเฉพาะบริบทของมาตรา 422 อันเป็นบทสันนิษฐานความผิดที่ผู้กระทําการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อมุ่งคุ้มครองผู้อื่น อันเป็นการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ผิด กล่าวคือสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้กระทําผิดกฎหมายโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อในมาตรา 420
ส่วนคําว่า “ข้อสันนิษฐานความรับผิดทางกฎหมาย (Presumption of Liability)” หมายความถึงบทบัญญัติที่วางหลักความรับผิดของบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นผู้กระทําความผิดด้วยตนเองโดยตรง แต่เนื่องจากผู้นั้นมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อบุคคลที่ตน ดูแลซึ่งเป็นผู้กระทําตัวจริง (ได้แก่บทบัญญัติเรื่องละเมิดในมาตรา 425, 427, 429 และมาตรา 430) หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัตว์หรือทรัพย์ที่ก่อความเสียหายนั้นขึ้น (อันได้แก่บทบัญญัติมาตรา 433, 434 436 และมาตรา 437)
โดยในประเด็นที่ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความรับผิดโดยข้อสันนิษฐานของกฎหมายนี้ ไม่ได้เป็นผู้กระทําความเสียหายนั้น ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (Fault) ของผู้นั้น เหมือนเช่นความรับผิดเพื่อละเมิดกรณีทั่วๆไป ถ้าหากปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงเข้ากรณีดังที่กฎหมาย บัญญัติข้อสันนิษฐานความผิดไว้ก็ต้องรับผิดชอบไปตามแต่ที่กฎหมายกําหนดไว้ในแต่ละเรื่อง
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 539 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|